<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8248069211718228972</id><updated>2011-04-21T13:17:46.897-07:00</updated><title type='text'>tastychann</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://tastychann.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8248069211718228972/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tastychann.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Chanon Mahasingha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00217581417380000476</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_eh1VWm7QOjw/SQ_zxXMWYaI/AAAAAAAAABQ/7D5yRS1IJr4/S220/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>1</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8248069211718228972.post-8962534542530236672</id><published>2008-11-03T23:13:00.000-08:00</published><updated>2008-11-04T00:46:56.177-08:00</updated><title type='text'>คอลัมน์ ฟุดฟิตฟอไฟ เชฟไทยในครัวโลก โดย  ชานนท์  มหาสิงห์</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;                กุ๊กไทยหลายคนเมื่อทำครัวไทยมาระยะหนึ่งแล้ว แม้ชั่วโมงบินจะไม่สูงแต่ก็อยากบินไกล อยากไปทำงานต่างประเทศ อยากท่องโลกกว้าง แถมได้สตางค์เยอะและอัพโพรไฟล์ไปในตัวอีกด้วย &lt;br /&gt;                “อยากจะไปเป็นพ่อครัวเมืองนอก ต้องทำอย่างไรบ้าง” ผมมักถูกถามด้วยคำถามนี้บ่อยมาก เป็นอันว่าผมจะเล่าประสบการณ์ส่วนตัวและข้อมูลต่างๆ ที่ค้นคว้ามาให้ฟังแล้วกัน&lt;br /&gt;                คนที่จะมีโอกาสไปเป็นพ่อครัวในต่างประเทศนั้นก็มีหลายช่องทาง หากเป็นกุ๊ก (Cook)ไทยที่ทำงานอยู่ในโรงแรมอาจจะมีช่องทางและโอกาสมากหน่อย แต่คนทั่วไปที่มีใจรักก็มีโอกาสเหมือนกัน จะเรียกว่ายุคนี้กำลังเป็นยุคทองของร้านอาหารไทยในต่างประเทศก็ว่าได้ เพราะมีร้านอาหารไทยเปิดขึ้นมากมายทั่วโลก ตัวอย่างเช่น เมืองซานดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่ผมเคยไปทำงานแห่งเดียวก็มีร้านอาหารไทยกว่า 40 แห่งเข้าไปแล้ว&lt;br /&gt;                อาชีพกุ๊กไทยจึงกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก แล้วทำอย่างไรล่ะจะเข้าไปทำงานได้ อย่างแรกเลยสำหรับผู้ที่ยังไม่มีความรู้ก็ต้องไปเรียนทำอาหารไทยก่อน ใครจะเริ่มต้นวันนี้เลยก็ยังไม่สาย  จะเรียนไปเรียนที่ไหนก็ได้ จะเรียนกับแม่หรือยายที่บ้านก็ได้ เรียนหลักสูตรการทำอาหารระยะสั้นตามโรงเรียนสอนทำอาหาร(Cooking school)ก็ได้ หรือจะสอบเข้าเรียนคหกรรมศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ได้ ขอแต่เพียงว่าต้องรักอาชีพนี้โดยหมั่นฝึกฝน ให้ทำเป็นจริง จนทำงานครัวคล่องแคล่ว หากรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้และดัดแปลงอาหารเป็นก็นับว่ามีพรสวรรค์  ถ้าใครคิดว่าตัวเองพอที่จะมีพื้นฐานการทำอาหารไทยแล้ว วิธีพัฒนาความรู้ที่ดีและได้เงินด้วยก็คือการสมัครเข้าไปทำงานในร้านอาหาร โรงแรมหรือบริษัทที่มีรับตำแหน่งกุ๊ก ซึ่งข้อนึ้คนรุ่นหนุ่มสาวจะได้เปรียบเล็กน้อย เพราะนายจ้างต้องการ แต่คนที่อายุ(เหลือ)น้อยก็ไม่หมดโอกาสเสียทีเดียว ผมเห็นฝรั่งที่อายุขึ้นเลขสี่เลขห้าก็ยังมาเรียนทำอาหาร เพื่อไปเชฟกันมากมาย เรียกว่าอายุไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าใจรักจริง ข้อสำคัญที่ต้องมี คือ “ความอดทน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีโรงเรียนไหนสอนเราได้ นอกจากเราต้องฝึกจิตใจของเราเองเท่านั้น&lt;br /&gt;                สำหรับผู้เริ่มต้นเข้าวงการอาหารใหม่ ผมเน้นว่าให้ “อดทน และเรียนรู้”ให้มากที่สุด การทำงานทุกอย่างแม้ตำแหน่งไม่สูง ได้เงินไม่มาก แต่มันเปรียบเหมือนบันไดที่จะพาเราไปถึงจุดที่สูงขึ้น  หากไม่เริ่มจากขั้นแรกก็คงยากที่จะไปถึงขั้นที่สูงขึ้น ยกเว้นจะกระโดดขึ้นไป ซึ่งอาจตกมาเจ็บตัวได้  อาชีพกุ๊กก็เปรียบเหมือนกับนักบินที่ต้องเก็บสะสมชั่วโมงบิน ไม่มีใครในวงการครัวที่ไม่ต้องฝึกฝนด้วยการทำงานหนักแล้วประสบความสำเร็จ   &lt;br /&gt;                เมื่อกุ๊กน้อยมีประสบการณ์พอควรแล้ว ซึ่งอาจจะเป็น 3 ปี 5 ปีหรือ 7 ปี แล้วแต่ใครจะมีพรสวรรค์และพรแสวงแค่ไหน ถ้าอยากไปทำงานต่างประเทศก็ให้ลองสมัครกับร้านอาหาร หรือภัตตาคารหรือโรงแรมที่เขาเปิดรับสมัครกุ๊กไทยไปทำงานต่างประเทศ เช่น ภัตตาคาร Blue Elephant เป็นต้น บางแห่งก็จัดทดสอบความสามารถของกุ๊กและจัดส่งไปทำงานเอง แต่บางแห่งก็ต้องการผู้สมัครที่มีใบประกาศนียบัตร ถึงตอนนี้ผู้ที่ไม่มีดีกรีด้านการทำอาหาร หรือไม่มีใบประกาศนียบัตรใดๆ ก็คงต้องไปทดสอบการทำอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันหลายแห่งจัดสอนและสอบ เช่น โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (www.thaifoodworld.com) เป็นต้น&lt;br /&gt;                สำหรับผู้ที่ไม่มีใบประกาศในมือ แต่มั่นใจว่าตัวเองมีฝีมือพอตัวก็สามารถมองหาตำแหน่งงานกุ๊กในต่างประเทศได้ โดยดูตามเว็บไซต์รับสมัครงานต่างๆ เช่น  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thaihoteljob.com/"&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt;www.thaihoteljob.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt; , &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.jobdb.com/"&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt;www.jobdb.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt;  โดยส่งประวัติโดยย่อ (Resume)ไปทางอีเมล์ หากนายจ้างสนใจก็จะเรียกไปสัมภาษณ์และทดสอบการทำอาหารเอง โดยไม่กำหนดว่าต้องมีใบประกาศนียบัตรหรือไม่&lt;br /&gt;นอกจากนี้อีกวิธีหนึ่งก็คือสืบถามจากเพื่อน ญาติหรือเพื่อนร่วมงานว่าใครพอจะรู้จักร้านอาหารไทยในต่างประเทศบ้าง หากเจอเจ้าของร้านที่ต้องการคนอยู่จริงก็เป็นอันว่าคลิกกัน แต่เรื่องการไปทำงานแบบถูกหรือผิดกฎหมายนี้ผมไม่ขอออกความเห็น คงต้องตกลงกับเจ้าของร้านว่าลักษณะงานเป็นอย่างไร และเขามีข้อเสนออะไรให้เราบ้าง &lt;br /&gt;                ขั้นตอนหนึ่งที่กุ๊กจะต้องเจอเมื่อไปสมัครงานตามโรงแรม หรือภัตตาคารต่างๆ ก็คือฟู้ด เทสติ้ง (Food testing) วันหนึ่งผมได้ไปทำฟู้ดเทสติ้ง เพื่อไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่เคยมีประสบการณ์การทดสอบแบบนี้เลย เคยแต่สอบปฏิบัติในห้องเรียนตอนเรียน Culinary Art  Program ซึ่งตอนนั้นก็มีเพื่อนร่วมชั้นเรียนเข้าสอบพร้อมๆ กันทีละหลายคน ถึงจะตื่นเต้นแต่ก็ไม่เหงาเสียทีเดียว ไม่เหมือนกับการไปทำฟู้ดเทสติ้ง  วันนั้นผมรู้แต่เพียงว่าจะมีการสัมภาษณ์และทำอาหารให้กรรมการชิมไป การสัมภาษณ์ผ่านไปได้ด้วยดี พอถึงตอนทำอาหารนี่ล่ะเริ่มมึน พอเห็นอุปกรณ์ต่างๆในครัวแล้วไม่ค่อยคุ้นมือเอาเสียเลย เช่น ใช้เตาฟู่และกระทะก้นลึก มีหูจับสั้นๆ แม้จะผ่านงานครัวในร้านอาหารไทยในต่างประเทศมา แต่ก็ไม่คุ้นกับระบบงานครัวโรงแรม ควงกระทะไม่คล่อง หยิบจับดูขัดข้องไปหมด และไม่คุ้นว่าของอะไรอยู่ตรงไป  ผลที่ออกมาจึงผ่านการทดสอบมาได้ (ด้วยความเมตตาและเอ็นดูของกรรมการ) ถือว่าวันนั้นผมมากับโชคจริงๆ &lt;br /&gt;                ตอนท้ายพ่อครัวใหญ่ (Executive Chef)ใจดี กรรมการการทดสอบได้กรุณาให้คำแนะนำแก่ผม ซึ่งนับว่ามีประโยชน์มาก เชฟบอกว่าผู้เข้าทดสอบควรมาถึงสถานที่ก่อนสัก 1-2 ชม.ควรปอก หั่นและเตรียมส่วนผสมเองหมด ไม่ควรใช้ของที่มีอยู่แล้ว และต้องไม่ตื่นครัว คือ ต้องเตรียมพร้อมสำหรับครัวทุกรูปแบบ ทั้งเตาฝรั่งกระทะแบน เตาฟู่กระทะจีน หากไม่เคยใช้ก็ต้องไปหาที่ฝึกให้คล่องมือ หากเป็นตำแหน่งที่จะต้องไปทำงานต่างประเทศ ก็ควรจะสามารถทำอาหารไทยสี่ภาคได้บ้าง เช่น ต้มส้มของภาคใต้ ส้มตำของอีสาน ขนมจีนน้ำเงี้ยวของภาคเหนือ เป็นต้น  ผู้ถูกทดสอบอาจไม่จำเป็นต้องชำนาญทุกอย่าง แต่ควรจะฝึกทำอาหารยอดนิยมของแต่ละภาค และควรทำขนมไทยเป็นบ้าง หากยังไม่เป็นก็ต้องไปไขว้คว้าฝึกฝน และเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อถูกสัมภาษณ์ หรือให้ทดลองทำ ก็ต้องตอบได้และทำได้ ส่วนเรื่องระหว่างการทำฟู้ดเทสติ้งควรจะดูตำราหรือไม่อันนี้แล้วแต่ความเห็นของกรรมการแต่ละท่าน ผมเห็นว่าถ้าหากเป็นสูตรที่เราได้เรียนรู้และฝึกฝนจากประสบการณ์และเราเรียบเรียงไว้  ก็ไม่น่าจะเสียหายที่จะเปิดดูส่วนผสมก่อนลงมือทำเพื่อความครบถ้วน แต่ไม่ใช่กางตำราผัดแบบดูทีละบรรทัดเหมือนในห้องเรียน อันนี้ก็ดูน่าเกลียดเกินไป &lt;br /&gt;                หัวข้อที่กรรมการจะให้คะแนนมีหลายประเด็น เช่น ความชำนาญในการใช้เครื่องมือ ความสะอาดในระหว่างการปรุงอาหาร ทักษะการทำอาหาร (เช่น การหั่นผัก การผัด การทอด) รวมถึงเรื่องรสชาติและการตกแต่งจานอาหาร เป็นต้น&lt;br /&gt;                อีกประเด็นที่สำคัญสำหรับผู้อยากไปนอกคือ ความสามารถด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ กุ๊กไทยควรมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษพอควร ให้สามารถสนทนาระดับใช้การได้ และควรรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น อุปกรณ์ครัว ส่วนผสมและชนิดของอาหารไทย สามารถสื่อสารกับนายจ้างได้(กรณีเป็นต่างชาติ) และแปลสูตรอาหารไทยเป็นภาษาอังกฤษได้&lt;br /&gt;การเรียนภาษาอังกฤษนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ที่สำคัญต้องกล้า อย่าอายที่จะพูด หากใครกำลังทำงานอยู่กับนายหรือเพื่อนร่วมงานฝรั่งก็ยิ่งเป็นโอกาส  ควรพยายามพูดคุยและจดจำคำศัพท์ต่างๆ และหาโอกาสไปเรียนภาษาเพิ่มเติม จะทำให้เรียนได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะการเรียนอย่างเดียวโดยไม่ค่อยได้ใช้งาน ไม่ค่อยได้สื่อสารกับฝรั่ง ไม่นานก็ลืม และใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ดีเสียที  ผมได้เห็นว่าเชฟไทยหลายๆ ท่านที่ทำงานมานาน สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับฝรั่งได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งๆ ที่หลายคนไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษในระบบโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;                อ้อ...สำหรับท่านที่จะเรียนภาษาอังกฤษสำหรับงานครัว ท่านได้เริ่มต้นกับผมแล้วนะครับในคอลัมน์นี้ไง&lt;br /&gt;“ฟุด ฟิด ฟอ ไฟ เชฟไทยในครัวโลก” &lt;br /&gt;                ฉบับหน้าผมจะเล่าให้ฟังต่อเรื่องขั้นตอนและเงื่อนไขสัญญาจ้างในต่างประเทศ  ถัดจากนั้นจะเป็นเรื่องการศึกษาเพิ่มเติมด้านอาหารทั้งของไทยและอาหารฝรั่งอย่างละเอียด สำหรับผู้มีใจอาชีพเชฟ และกุ๊กน้อยที่ต้องการความรู้เพิ่มเติมในฉบับต่อไป  &lt;br /&gt;*****&lt;br /&gt;                ระหว่างชั่วโมงเบรก ณพกุ๊กน้อยผู้ไต่เต้าจากเฮลเปอร์จนได้รั้งตำแหน่ง เดมิเชฟ (Demi chef de partie) ในโรงแรมสี่ดาวปรึกษากับสาวจอยโอสต์ (Hostess) หน้าหวาน ที่สนิทเกินเพื่อน จัดเป็นระดับกิ๊กขั้นสุดท้าย แต่ยังไม่ใช่แฟน &lt;br /&gt;“พี่ว่าจะไปหาประสบการณ์เมืองนอกสักปีสองปี จอยว่าดีไหม”&lt;br /&gt;                “นี่จะบอกเฉย ๆ หรือปรึกษาคะ”จอยหยังเชิง&lt;br /&gt;“ปรึกษาสิครับ” ณพเริ่มจริงจัง&lt;br /&gt;                “ในฐานะอะไรล่ะ” จอยเล่นไม่เลิก&lt;br /&gt;“มันต่างกันตรงไหนอะ” ณพเริ่มงง&lt;br /&gt;                “ถ้าในฐานะเพื่อนร่วมงาน หนูก็ว่าดีนะ แต่ความเห็นส่วนตัวหนูไม่ค่อยแน่ใจ” จอยปล่อยมุขเด็ด&lt;br /&gt;                “อ้าว ซะงั้น” ณพเริ่มหายโง่ขึ้นเล็กน้อย “แล้วมันยังไงล่ะ” แต่ยังแกล้งเซ่อ&lt;br /&gt;                “อ้าวพี่ไม่รู้เหรอว่าไปนอกนะ ต้องเก่งภาษานะ พี่ณพไม่เคยได้ยินภาษิตฝรั่งเหรอ”&lt;br /&gt;                บางทีคนเราก็ “Lucky in game but not lucky in love”นะ &lt;br /&gt;ณพ  “ (+..+)!!!!!” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำศัพท์น่ารู้           &lt;br /&gt;* Cook  มักเรียกทัพศัพท์ว่า กุ๊ก หมายถึงผู้ประกอบอาหารโดยทั่วไป ไม่ระบุว่าอาหารชาติใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* Executive Chef ตำแหน่งพ่อครัวใหญ่ในโรงแรม พ่อครัวใหญ่ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ทำงานสูง มีความเชี่ยวชาญทั้งการปรุงอาหาร การควบคุมต้นทุน ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและศิลปะการบริหารงานบุคคล เพราะต้องทำหน้าที่บริหารการทำงานของเชฟและกุ๊กในระดับรองๆ ลงไปจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* Chef รากศัพท์เป็นภาษาฝรั่งเศส “Chef de partie”  หมายถึงหัวหน้าพ่อครัวเฉพาะประเภทอาหาร ความจริงคำว่าเชฟใช้เรียกเฉพาะตำแหน่งหัวหน้าเท่านั้น แต่โดยทั่วไปคนไทยก็เรียกพ่อครัวที่ทำงานในโรงแรมว่าเชฟ นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกเชฟตามประเภทอาหาร เช่น Pastry chef พ่อครัวทำขนมอบและของหวาน Thai Chef พ่อครัวอาหารไทย เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; * Demi chef de partie คือ ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าพ่อครัวเฉพาะประเภทอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*Resume (เร ซูม เม่ ) หมายถึงประวัติโดยย่อของผู้สมัครงานที่ส่งให้นายจ้างพิจารณาเบื้องต้น สำหรับวงการโรงแรมบางแห่งอาจใช้คำว่า C.V. ย่อมาจากคำว่า Curriculum vita ใน เรซูมเม่ หรือ ซีวี ควรประกอบด้วยรูปถ่าย ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ความสามารถ เช่น มีทักษะด้านการทำอาหารไทย ทักษะการเป็นผู้นำ เป็นต้น ต่อมาก็เป็นข้อมูลการศึกษา และ ประวัติการทำงาน ส่วนใหญ่ไม่ควรเขียนเกิน 1 หน้ากระดาษ เพราะเป็นประวัติโดยสังเขปให้นายจ้างดูเบื้องต้น หากนายจ้างสนใจก็จะมีการสัมภาษณ์โดยละเอียดอีกครั้ง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* Cooking school หมายถึงโรงเรียนที่เปิดสอนทำอาหารทั่วไป อาจเป็นหลักสูตรที่สอนผู้สนใจเรียนทำอาหารเป็นอาชีพ หรือ เรียนเป็นงานอดิเรก บางแห่งมีหลักสูตรที่ออกใบประกาศนียบัตร หรือ วุฒิการศึกษาระดับต่างๆ  ก็ได้ ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกามีโรงเรียนสอนทำอาหารมานานนับร้อยปี ปัจจุบันมีมากว่า 800 แห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* Culinary Art Programe หลักสูตรที่สอนเกี่ยวกับการทำอาหารและการบริหารระบบงานครัวแบบตะวันตกที่เปิดสอนทั้งหลักสูตรระยะสั้น 3 - 4 เดือน ผู้เรียนจะได้ใบประกาศนียบัตร และหลักสูตรระยะยาว ผู้เรียนจะได้วุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญา Associate Degree (U.S.A.)ไปจนถึงระดับปริญญาตรี ปัจจุบันมีเปิดสอนในหลายประเทศ เช่น  Culinary institute of America (ดูรายละเอียดที่ www.ciachef.edu) และ คอลเลจต่างๆ ในเมืองต่างๆ ของอเมริกาก็มีเมเจอร์นี้ด้วย ในสวิสเซอร์แลนด์ก็มี Institute Hotelier Cesar Ritz college มีชื่อเสียงด้านการโรงแรม และหลักสูตรเชฟ  (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.culinaryarts.ch/"&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt;www.culinaryarts.ch&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt;) และ La Varenne ( &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.lavarenne.com/"&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt;www.lavarenne.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;color:#000000;"&gt;) ในฝรั่งเศส  เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*Food testing ฟู้ดเทสติ้ง คือ การทดสอบทักษะและฝีมือการทำอาหารของพ่อครัวก่อนรับเข้าทำงาน เหมือนกับการสอบภาคปฎิบัติของวิชาชีพอื่นๆ  สำหรับเชฟที่จะทำงานในตำแหน่งต่างๆ ก็มักจะถูกทดสอบต่างกันไป เช่น กรรมการอาจจะกำหนดให้ หรือให้ผู้ถูกทดสอบเลือกเองทำอาหารสัก 3 - 4 อย่าง  หากเป็นครัวไทย ก็อาจจะให้ทำแกง 1 อย่าง ผัด 1 อย่าง ข้าวผัด 1 อย่าง และที่มักทดสอบคือ ผัดไทยอีกสักอย่าง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*Hostess พนักงานต้อนรับในห้องอาหารต่างๆ เป็นคนแรกที่จะเข้าไปต้อนรับแขกและพาไปเลือกโต๊ะ จนถึงการแจกเมนูและรับออร์เดอร์จากลูกค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วลีน่าสนใจ&lt;br /&gt;Lucky in game but not lucky in love หมายถึงโชคดีหรือประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงาน การแข่งขันหรือการเรียน แต่ไม่ค่อยสมหวังในเรื่องความรัก           &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8248069211718228972-8962534542530236672?l=tastychann.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://tastychann.blogspot.com/feeds/8962534542530236672/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8248069211718228972&amp;postID=8962534542530236672' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8248069211718228972/posts/default/8962534542530236672'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8248069211718228972/posts/default/8962534542530236672'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tastychann.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='คอลัมน์ ฟุดฟิตฟอไฟ เชฟไทยในครัวโลก โดย  ชานนท์  มหาสิงห์'/><author><name>Chanon Mahasingha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00217581417380000476</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_eh1VWm7QOjw/SQ_zxXMWYaI/AAAAAAAAABQ/7D5yRS1IJr4/S220/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry></feed>
